Cool Casual Dining in Sathorn
หากได้มาลองทานอาหารที่ร้าน OCKEN ต้องยกให้เป็นร้านสไตล์ Casual Dining บรรยากาศดีแห่งหนึ่งในย่านสาทร ไม่ว่าจะด้วยสไตล์การตกแต่งและเมนูอาหารที่ครีเอทขึ้นจากประสบการณ์และความทรงจำของ เชฟจอห์นนี่ - จอห์นนี่ ลูย์ (Johnny Liu) Head chef และ เต้ - วรัตต์ วิจิตรวาทการ ผู้ก่อตั้ง OCKEN และ Roots ที่ตั้งอยู่ข้างกัน
ขึ้นชื่อว่า Diner ทำให้นึกถึงบรรยากาศหรูหรา เป็นทางการและอาหารรสเลิศระดับโรงแรม แต่ OCKEN กลับต่างออกไปด้วยการจัดตกแต่งร้านหรูหราในโทนสีน้ำตาลเข้มตัดกับสีเขียว ดูสุขุมน่าค้นหา แต่กลับเข้าถึงง่ายด้วยบรรยากาศสบาย ๆ ทั้งภาพงานศิลปะที่ติดอยู่บนฝาผนัง การบริการ และกลิ่นหอม ๆ ของอาหารจากครัวแบบเปิด ที่พร้อมเปิดรับลูกค้าให้เข้ามาทานอาหารฝีมือระดับเชฟอยู่เสมอ
OC + KEN
ที่มาของ OCKEN เกิดจากการรวมตัวกันแบบสนุก ๆ ของ Octopus และ Chicken สองวัตถุดิบที่น้อยนักจะเห็นอยู่บนจานร่วมกัน ภายในร้านถูกเเบ่งออกเป็น 3 โซนง่าย ๆ รวมกันไม่ว่าจะเป็น บาร์ค็อกเทล, Bakery Bar และโซนสำหรับนั่งทานอาหารที่มีทั้งโต๊ะดินเนอร์ส่วนตัว และโต๊ะยาวให้นั่งทานรวมกันกับเพื่อนฝูงและครอบครัว นอกจากนี้ยังมีที่นั่งใกล้เคาน์เตอร์บาร์ให้ใกล้ชิดกับเชฟและเห็นถึงการทำอาหารที่ใส่ใจในทุกเมนู
Special House - Made Waterความพิเศษของ OCKEN อีกหนึ่งอย่างคือ House - Made Sparkling and Still Waters (60 บาท/คน) น้ำดื่มพิเศษที่ทางร้านดีไซน์ขึ้นเอง รับรองได้ถึงมาตรฐานที่ดีจากการกรอง 5 ชั้นและความปลอดภัยผ่านรังสีอัลตราไวโอเลต ที่มีความเบา ลื่นคอ แบบที่หาทานที่อื่นไม่ได้ ช่วยให้สัมผัสการทานอาหารจานต่อไปได้อย่างเต็มรสชาติ
Inspired From Experiences
การครีเอทแต่ละเมนูของ OCKEN ถูกถ่ายทอดจากแรงบันดาลใจและประสบการณ์จากการเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ในชีวิตเชฟจอห์นนี่ และทีม รวมทั้งคุณเต้เจ้าของร้าน ไม่ว่าจะเป็นอาหารฝีมือแม่ในวัยเด็ก, ของกินหลังเลิกเรียน หรือการเดินทางออกไปลิ้มรสอาหารจากทั่วโลก และนำกลิ่นอายความทรงจำมาถ่ายทอดความอร่อยผ่านฝีมือ และความใส่ใจลงในทุกเมนู ทำให้ทุกรสชาติที่ทำขึ้นมามีความจัดจ้าน หลายมิติ หลายวัฒนธรรม รวมถึงเป็นรสชาติที่เรารู้สึกคุ้นเคย แต่ไม่เคยทานที่ไหนอย่างแน่นอน โดยในแต่ละเดือนจะมีเมนูแตกต่างกันออกไป
Enjoy Experiencing The Food Journey
เมนูของ OCKEN แบ่งเป็น 5 คอร์สหลัก แต่ไม่ได้แยกแต่ละคอร์สแบบชัดเจน ว่าคอร์สไหนคืออาหารเรียกน้ำย่อย อาหารจานหลัก หรือขนมหวาน แต่การเลือกอาหารในแต่ละเมนูในทุก ๆ คอร์สจะเหมือนเลือกเส้นทางการเดินทางไปเจอประสบการณ์อาหารที่เชฟสร้างขึ้นไว้
เริ่มกันที่เมนู Fried Barron Point Oysters (300 บาท/2 pcs, 850 บาท/6 pcs) Oyster ไซส์ใหญ่นำเข้าจาก Washington State ที่นำไปคลุกเคล้าด้วยสูตรเฉพาะและนำไปทอดจนข้างนอกกรุบกรอบ เสิร์ฟพร้อมซอส Cilantro Remoulade
ต่อมาเป็นเมนู Cold Capellini (450 บาท) เป็นการรวมกันของวัฒนธรรมการทานบะหมี่เย็นแบบเอเชียและพาสต้าแบบอิตาเลียน ความอร่อยสุดพิเศษคือน้ำซุปที่ทำจากมะเขือเทศสดคั้น และกรองจนได้น้ำซุปใสรสมะเขือเทศเข้ม ใส่ซอสซูกินี และ Burrata Cheese ตกแต่งด้วยแฮม Prosciutto กรอบ เป็นเมนูที่เรียกความสดชื่นได้ดี
Piri Piri Chicken (480 บาท) เมนูที่ดูหน้าตาแล้วอาจจคิดว่ามีความคล้ายกับไก่ย่างทั่วไป แต่สำหรับจานนี้ใช้เวลาเตรียมไก่ถึง 3 วันในการแช่และหมัก ก่อนจะนำจี่บนกระทะและย่างต่อไป เพิ่มเติมความอร่อยด้วยรสเผ็ดร้อนจากซอส Piri Piri ทานกับซอสสองแบบจากมะเขือเทศ กับซอสซัลซาจากพริก Jalapeño
หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ของร้านคือ Octopus (650 บาท) หนวดปลาหมึกที่นำมาต้มและผัดบนเตากับน้ำมันเบคอนจนกรอบนอกนุ่มในแล้วราดซอส เป็นอาหารทานเล่นที่มีรสชาติอร่อย ทานเล่นเพลิน ๆ ระหว่างรอเมนูต่อไป และตบท้ายด้วยของหวานอย่าง Ice-Cream Sandwich (320 บาท) ไอศกรีมครีมชีสที่เสิร์ฟบนขนมปังย่างเนย ในรูปแบบของไอศกรีมรถเข็นที่เราคุ้นเคย ใครได้ชิมจะต้องชื่นชอบกับรสชาติความละมุนของครีมชีสที่ติดปลายลิ้นอย่างแน่นอน
House Cocktails
นอกจากเมนูอาหาร ยังมีโซนบาร์นั่งให้เลือกดื่มค็อกเทลหลากหลายเมนู อย่าง Vine Valley (340 บาท) ค็อกเทลที่ผสมระหว่างเหล้าองุ่นกับ Ginger Syrup ช่วยเพิ่มความสดชื่นและรสชาติที่ดีเมื่อทานคู่กับอาหาร และ Passion Fruit Hibiscus Soda (180 บาท) ที่นำเอาน้ำ Passion Fruit มาผสมกันกับ Hibiscus Syrup แบบโฮมเมด เพิ่มความสดชื่นด้วยน้ำมะนาวและโซดาแบบไม่ต้องใส่แอลกอฮอล์