Experience Thai Cuisine Reimagined for 2025
ชวนลิ้มรสอาหารไทย ความกลมกล่อมในแบบเวอร์ชัน ‘สีสวาด - Si Sawat’ ร้านอาหารไทยน้องใหม่ในย่านสาทร ที่นำสูตรอาหารไทยโบราณมาผสมผสานกับความร่วมสมัยอย่างลงตัว สร้างสรรค์สารพัดเมนู ตั้งแต่จานเรียกน้ำย่อยไปจนถึงสำรับอาหารที่แชร์ความอร่อยร่วมกัน ในบรรยากาศบ้านสไตล์ไทยอันแสนอบอุ่น
จากแนวคิดของการฟื้นคืนแก่นแท้ของอาหารไทย ต้องการนำสูตรอาหารโบราณที่ค่อย ๆ เลือนหายไปจากโต๊ะอาหารของผู้คนในยุคปัจจุบัน หรืออาหารไทยดั้งเดิมหลากหลายจานที่คนรุ่นก่อนชอบรับประทานมาฟื้นฟูให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักอีกครั้ง จึงนำมาสู่การรังสรรค์เมนูอาหารไทยในยุค 2025 โดยยังคงเสน่ห์แห่งรสชาติความเป็นไทยอันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้ หากแต่เลือกพรีเซนต์ใหม่ด้วยหลากหลายกรรมวิธีทันสมัยที่สร้างสรรค์ ละเมียดละไม พิถีพิถัน เพื่อเพิ่มเติมประสบการณ์การรับประทานอาหารไทยให้สอดคล้องกับรสนิยมของคนยุคปัจจุบัน ตีโจทย์อาหารไทยแบบเก่าที่อาจเข้าถึงยาก ดูซับซ้อน ชาเลนจ์คนรุ่นใหม่ให้รับประทานอาหารไทยแบบเข้าถึงง่ายได้มากขึ้น
ทางร้านเลือกนำคำว่า ‘สีสวาด’ สายพันธุ์แมวไทยโบราณมาตั้งเป็นชื่อร้าน เพื่อสื่อถึงอัตลักษณ์ของความเป็นไทยที่ไร้กาลเวลา เปรียบได้กับอาหารไทยซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องความสมดุลและความกลมกล่อมของรสชาติ
Reminiscent of a Thai Friend’s Home
ร้านสีสวาดเลือกถ่ายทอดความเป็นไทยผ่านการตกแต่งร้านทั้งภายในและภายนอกด้วยหลากหลายองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกวัสดุที่สื่อถึงความเป็นไทย อย่างวัสดุไม้ เลือกใช้โทนสีเย็น ผสมผสานความเป็นไทยในยุคเก่าใหม่ไว้ด้วยกัน
อย่างการใช้บานเกล็ด ลูกกรงเหล็กดัดพร้อมผ้าม่านที่อ้างอิงจากแบบบ้านไทยในยุค 80s-90s เคาน์เตอร์ไม้ เฟอร์นิเจอร์ไม้โดยฝีมือช่างไทย และผ้าไทย รวมเป็นการดึงเอาองค์ประกอบของบ้านไทยแต่ละยุคสมัยมาไว้ที่นี่ เพื่อชวนให้นึกถึงหรือย้อนวันวานไปสัมผัสกับความคลาสสิกสมัยนั้น พร้อมเพิ่มสีสัน ด้วยกิมมิกการใช้วัสดุสีเทา เนื้อผ้าสัมผัสนุ่ม ไปจนถึงอาร์ตทอยแมวกวักที่สื่อถึงความเป็นแมวสีสวาดแบบไม่ล้าสมัย
From Crafted Bites to Traditional Thai Sharing Plates
ร้านอาหารไทยในแบบฉบับของสีสวาด เป็นร้านอาหารไทยสไตล์ Casual Dining ที่ครอบคลุมหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารไทยสูตรโบราณ เมนูคอมฟอร์ทฟู้ดที่หลายคนอาจคุ้นเคย แต่มีการปรับกรรมวิธีต่าง ๆ ให้มีความประณีต พิถีพิถัน อย่างการใช้วัตถุดิบสมุนไพรต่าง ๆ ให้อาหารในแต่ละจานมีความน่าสนใจ เรียกว่ารังสรรค์ความอร่อยทุกเมนู ด้วยการชูเอกลักษณ์ของอาหารไทยที่คงรสชาติเข้มข้น ถึงเครื่อง โดยนำสูตรอาหารไทยโบราณมาผสมผสานเข้ากับการปรุงอาหารแบบสมัยใหม่ จนออกมาเป็นอาหารไทยในยุค 2025 ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น เสิร์ฟความอร่อยสองหมวดหลัก ๆ คือ ‘หมวดอาหารทานเล่น’ ที่กระตุ้นต่อมรับรส มีหลากหลายให้เลือกสั่งทั้งของทอด นึ่ง ย่าง และยำ พร้อม ‘หมวดสำรับไทย’ ที่มีสารพัดเมนูให้เลือกทานคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ แบบแบ่งปันกันทาน
สำหรับเมนูแนะนำน่าลอง เริ่มต้นกันที่หมวดอาหารทานเล่นกับเมนู Crab Yum in Coconut Water (4 ชิ้น 280 บาท) ทองม้วนปูซ่อนกลิ่น หนึ่งในเมนูอาหารทานเล่นที่นำแป้งทองม้วนมาใช้ห่อยำปู ซึ่งมีส่วนผสมของดอกดาหลา ขมิ้น ผักชีลาว ราดด้วยเจลน้ำยำ และโรยหน้าด้วยเม็ดทับทิม ได้ทั้งสีสัน พร้อมด้วยรสชาติที่เข้มข้นจัดจ้าน
ตามด้วยเมนู Steamed Chive Dumpling (200 บาท) ปากหม้อกุยช่าย เมนูทานเล่นที่หลายคนอาจคุ้นเคย แต่ทางร้านเลือกนำเสนอในแบบที่แตกต่าง โดยเป็นการนำกุยช่ายมาฟิวชันกับเมนูข้าวเกรียบปากหม้อ พรีเซนต์ออกมาในลักษณะของข้าวเกรียบปากหม้อ ด้านในเป็นไส้กุยช่ายเน้น ๆ แบบเต็มคำ เสิร์ฟมาพร้อมกับกุ้งกระเบื้องกรุบกรอบ น้ำจิ้มกุยช่าย และน้ำจิ้มปากหม้อที่ผสานรสชาติกันได้อย่างลงตัว
ด้วยความที่ทางร้านได้แรงบันดาลใจในการทำอาหารไทยมาจากหลากหลายภูมิภาค หนึ่งในเมนูทานเล่นที่อยากให้ลองจึงเป็น Crispy Pork Hunglay Sauce (4 ชิ้น 240 บาท) หมูกรอบฮังเลที่นำเสนอความเป็นอาหารเหนือ โดยจะเป็นซอสฮังเลรสเข้มข้นราดลงบนหมูกรอบ เสิร์ฟความอร่อยมาคู่กับกระเทียมดอง กระทียมโทน สับปะรดย่าง หอมซอย และใบชะพลู สามารถเลือกทานในรูปแบบของเมี่ยงหรือทานแยกกันตามความชอบ
ต่อเนื่องความอร่อยกันด้วยเมนูอิ่มท้องในหมวดสำรับไทยดูบ้างอย่าง Roasted Vegetables with Grilled Rib Eye (350 บาท) ยำสามเผาเนื้อย่างที่ทางร้านเลือกใช้เนื้อออสเตรเลียนเป็นวัตถุดิบหลักในการทำยำสามเผา โดยในส่วนของยำสามเผาจะประกอบไปด้วย มะเขือเผา หอมเผา และหัวปลีเผาตามแบบโบราณ น้ำยำจะให้รสเข้มข้น ได้ความเผ็ดร้อนของเครื่องพริกเผาที่ทางร้านทำเองหรือจะเป็น 'Rib Eye' with 'Oak Card Hin' Paste (450 บาท) ริบอายย่างซอสผักกาดหิ่นที่ทางร้านเลือกใช้เนื้อออสเตรเลียนริบอายเป็นวัตถุดิบหลัก จุดเด่นของจานนี้คือตัวซอสที่อยู่ด้านล่าง ทำจากผักกาดหิ่นที่ให้ความเผ็ดซ่านิด ๆ พร้อมราดตามด้วยแจ่วมาแบบเสร็จสรรพ เสิร์ฟแนมมากับผักชี 3 แบบ และผักกาดหิ่นสดให้รับประทานคู่กันหลังจากเอาใจสายเนื้อกันไปแล้ว หันมาเอาใจสายอาหารซีฟู้ดดูบ้างด้วยจานนี้ Tiger Prawn with Holy Basil (350 บาท) ผัดกะเพรากุ้งลายเสือที่แยกตัวซอสออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ซอสผักที่ทางร้านเคี่ยวขึ้นมาเอง ใช้เวลา 5-6 ชั่วโมง หอมกลิ่นสมุนไพรที่นอกเหนือไปจากกระเทียม ได้แก่ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด เพื่อให้ได้กลิ่นหอมของกะเพราแบบดั้งเดิมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตัวซอสสีเขียว คือซอสใบกะเพราที่ทางร้านนำมาทำเป็นเพสโต เบสรสถั่วด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ให้ความมันเล็กน้อยที่เข้ากับรสชาติของกะเพราได้ดี ก่อนผัดส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันด้วยวิธีสะดุ้งไฟ ได้ความอร่อยลงตัวรูปแบบใหม่ที่คนรักเมนูผัดกะเพราต้องลอง !
เปลี่ยนบรรยากาศมาลองรับประทานเมนูแกงที่เด็ดไม่แพ้กันอย่าง White Curry with Smoked Fish (350 บาท) แกงขาวผักชีปลาอินทรี แกงพื้นเพของชาวอยุธยา ความโดดเด่นคือจะไม่ใช้เครื่องพริกแกง เบสรสชาติส่วนใหญ่จะมาจาดเครื่องสมุนไพรล้วน ๆ มีความคล้ายกับต้มข่าแต่ให้รสนวล ความกลมกล่อมที่มากกว่า รับประทานเหมือนเป็นซุปสไตล์ไทย เสิร์ฟคู่มากับปลาอินทรีที่นำไปทอดและย่าง พร้อมโรยหน้าด้วยปลาป่น มะเขือส้มที่ให้แกงมีรสเปรี้ยวกำลังดี ซดแล้วได้ความสดชื่น หอมกลิ่นสมุนไพรแบบเต็มคำ
ท้าชิงความอร่อยด้วยเมนู Massaman Lamp (550 บาท) แกงมัสมั่นขาแกะที่ให้รสชาติเข้มข้น เสริมรสเปรี้ยวและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างด้วยใบชะมวง ส่วนขาแกะนั้นทางร้านนำไปซูวีก่อน ตามด้วยกรรมวิธีตุ๋นและย่าง เพื่อให้ได้กลิ่นหอมควันนิด ๆ พร้อมเนื้อสัมผัสที่นุ่มละลายในปาก เสิร์ฟคู่มากับผักดองและหอมแดงที่ย้อมสีด้วยบีทรูทเพื่อตัดรสเลี่ยน จัดแต่งจานอย่างสวยงาม น่ารับประทานหากใครที่กำลังมองหาอาหารจานเดียวไว้รับประทานอิ่มท้องแบบไว ๆ ระหว่างวัน ขอแนะนำ ‘Mi Korat’ with Prawn (280 บาท) หมี่โคราชกุ้งที่ทางร้านเคี่ยวซอสเอง สร้างความแตกต่างด้วยการเลือกใช้ซีอิ๊วดำนำมาผสมกับซอสหมี่โคราช ได้รสเข้มข้น ขมปลายลิ้นนิด ๆ เพื่อให้เวลาที่ผัดมีกลิ่นหอมไหม้กระทะ ชวนรับประทาน เสิร์ฟพร้อมกับกุ้งตัวโตคู่ความอร่อยที่เข้ากัน
อิ่มอร่อยกับสารพัดเมนูสำรับไทยกันไปเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมสั่งเมนูของหวานมารับประทานล้างปากส่งท้ายมื้อนี้ให้ครบสมบูรณ์กันด้วย สำหรับเมนูของหวานที่ทางร้านอยากให้ลองสั่งก็มีให้เลือกสรรอีกเพียบเช่นกัน ได้แก่ Palm Sugar Ice Cream with ‘Inthanil’ (280 บาท) ไอศกรีมโฮมเมดรสน้ำตาลโตนดที่ด้านใต้เสิร์ฟมาพร้อมกับขนมอินทนิล วุ้นมะพร้าว และถั่วกระจก ท็อปด้วยขนมดอกจอก เป็นการมิกซ์ความอร่อยของหลากหลายขนมหวานสไตล์ไทยเข้าไว้ด้วยกันในถ้วยเดียว, ‘Bw Go Moi’ (280 บาท) บีโกมอยหรือขนมหวานขึ้นชื่อของทางภาคใต้ โดยทางร้านเลือกทวิสต์รสชาติด้วยการเสิร์ฟตัวกะทิด้วยขนมขี้มัน จับคู่ความอร่อยกับไอศกรีมกะทิ และข้าวเหนียวดำ พร้อมเพิ่มความกรุบกรอบด้วยเผือกทอด และเมนู ‘Kanom Bueng’ (280 บาท) ขนมเบื้องไทยโบราณที่ออกแบบรสชาติขนมเบื้องให้มีความผสมผสาน ทั้งรสหวาน เค็ม เปรี้ยว โดยความหวานจะได้จากเนื้อมะกรูดเชื่อม ขนมดอกประยงค์เม็ดเล็ก ๆ ส่วนด้านในจะมีมะพร้าวแก้ว มะม่วงแก้วที่ให้รสเปรี้ยว ตามด้วยกระท้อนหยีด้านล่างที่ให้รสเค็ม ในหนึ่งคำก็จะได้สัมผัสความอร่อยถึงสามรสชาติ
ส่วนที่ขาดไปไม่ได้ในระหว่างมื้ออาหารเลยก็คือ เครื่องดื่มม็อกเทลสดชื่น ๆ ซึ่งทางร้านก็มีให้เลือกสั่งมาดื่มคู่กับหมวดอาหารทานเล่นมากมาย แนะนำให้ลอง Roselle & Lychee (120 บาท) น้ำลิ้นจี่จากเชียงใหม่ที่นำมาต้มผสมกับน้ำกระเจี๊ยบ ได้รสเปรี้ยวของกระเจี๊ยบที่เข้ากับรสหวานและกลิ่นหอม ๆ ของน้ำลิ้นจี่อย่างลงตัว หรือจะเป็น Calamansi Fizzy (120 บาท) น้ำส้มจี๊ด (หรือมะปี๊ด) ที่ให้รสเปรี้ยวและกลิ่นหอมสดชื่นอย่างเป็นเอกลักษณ์ ผสมเข้ากับน้ำผึ้ง ให้รสเปรี้ยวอมหวานแบบกลมกล่อม มีสองแก้วนี้รับรองเติมความกระปรี้กระเปร่าให้ร่างกายได้ตลอดทั้งวัน
ไม่ว่าจะกี่ยุคสมัย อาหารไทยก็ยังคงครองใจคนไทยและนักชิมชาวต่างชาติได้อยู่เสมอ ซึ่งทางร้านสีสวาดก็ไม่ได้เลือกถ่ายทอดความเป็นไทยเพียงแต่เฉพาะอาหารเท่านั้น แต่ยังพรีเซนต์ความเป็นไทยตามอย่างสโลแกนร้าน ‘Timeless Thainess’ ว่าอาหารไทยคือความอร่อยที่ไร้กาลเวลา และความเป็นไทยบางส่วนก็ถูกดึงมาจากความเป็นตัวตนของคนไทย วัฒนธรรมไทย การให้บริการด้วยใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส ควบคู่กันด้วย เพื่อคนรุ่นใหม่จะได้เข้าถึงอาหารไทยมากขึ้น สามารถมาเอ็นจอยมื้ออาหารหรือแฮงเอาต์ที่ร้านกันได้ทุกวัน เพื่อให้ความเป็นไทยถูกส่งต่อ ถ่ายทอดไปสู่สายตาชาวโลก ด้วยความตั้งใจให้เกิดการอนุรักษ์ความเป็นไทยอย่างแท้จริง ซึ่ง 'สีสวาด - Si Sawat' ก็อยากเป็นหนึ่งในร้านอาหารไทยที่ทุกคนต่างเข้าถึงและนึกถึงอยู่เสมอเมื่อต้องแวะมาในย่านสาทรแห่งนี้